การรู้จักพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนจะลงมือทำอะไร ย่อมสามารถป้องกันภัยอันตรายที่จะเกิดขึ้นเพราะความประมาท เลินเล่อได้ นิทานเรื่องนี้มาใน "สิงคารชาดก เอกนิบาท"
ณ ท่ามกลางป่าใหญ่ที่อุดมสมบูรณ์ด้วยธรรมชาติ ต้นไม้น้อยใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขา สร้างความร่มรี่น สุนัขจิ้งจอกฝูงหนึ่งอาศัยอยู่ในป่าแห่งนี้อย่างมีความสุข โดยไม่มีคนมาเบียดเบียน
แต่แล้ว! สิ่งที่เป็นมหันตภัยก็ได้เกิดขึ้น วันหนึ่งในตัวเมืองมีการจัดงานมหรสพกันอย่างสนุกสนาน บรรดาคอสุราจึงพากันตั้งวงสังสรรค์กันอย่างสนุกสนานตามประสาขี้เมา"เอ้ย! ไปเอาเนื้อย่างมาหน่อยโว้ย กินเหล้าไม่มีกับแกล้ม ระวังท่านยมบาลตีกระบาลเอานะโว้ย ฮ่า ๆๆๆ ..." ขี้เมาคนหนึ่งพูดท่ามกลางวง
"ส.จ. เสียใจว่ะเพื่อน เหลือแต่หม้อ เอาหม้อย่างมั้ย! " อีกคนซึ่งนั่งใกล้หม้อตอบล้อเพื่อน "หมดแล้วหรือ! ได้ไงวะ กินเหล้าไม่มีกับแกล้ม มันก็เหมือนกับนอนกับเมียไม่ได้กอดซิวะ" คนขี้เมาคนแรกโวยวาย อ้างสำนวนขี้เมาอย่างโหลยโท่ย"ก็มันหมดนี่หว่า ... ย่างหม้อแกล้มเหล้าไปก่อนแล้วกัน" อีกคนก็ยืนยัน
"ไม่ได้! เดียวข้าจัดการเอง พวกเอ็งรออยูนี่ละ ไม่นานต้องมีกับแกล้มแน่นอน" ขี้เมาคนแรกบอก เขาจึงลุกขึ้นจากวงมุ่งหน้าสู่ป่าใหญ่ด้วยหมายจะเอาเนื้อสุนัขจิ้งจอกมาเป็นกับแกล้ม เมื่อเข้าไปในป่า ก็คิดหาอุบายกัดการกับสุนัขจิ้งจอกทันที
"ถ้าเราเดินพล่านอยู่เช่นนี้ ไม่มีทางได้กับแกล้มแน่ เดี๋ยวเราต้องหลอกมันซะหน่อย" คิดแล้ว เขาแกล้งนอนตาย โดยมือกำท่อนไม้ไว้ เมื่อจิ้งจอกเข้ามาได้ระยะจะฟาดให้ตายในทีเดียว
อีกครู่ใหญ่ สุนัขจิ้งจอกฝูงหนึ่งก็เดินผ่านมา พอเห็นคนนอนตาย จึงพากันจะเข้าไปกินเนื้อคนเป็นอาหาร
"โอ้ ... ลาภปากเหลือหลาย มีคนตายอยู่ตรงนั้น เอ้า พวกเรา! ลุย..."
"เอ้ย! ช้าก่อน พวกเราสังเกตให้ดีเห็นไหม...นั่นมันนอนกำท่อนไม้ไว้แน่นเลย ข้าจะพิสูจน์ให้ดู" จ่าฝูงเตือนสมุนแล้วเดินไปหาชายชี้เหล้าอย่างระมัดระวัง โดยเดินไปใต้ลม พอได้ระยะก็ได้สัมผัสกับสมหายใจอุ่น ๆ ที่มาตามกระแสลม จึงกล่าวขึ้นว่า
"นี่พวกเจ้ายังโชคดี ที่ไม่ป่มบ่ามเข้าไป ไม่เช่นนั้นตายแน่ ๆ เพราะไอ้หมอนี่มันยังไม่ตาย"
จ่าฝูงพูดจบย่องเข้าไปคาบดึงเอาปลายท่อนไม้ออกมา แต่ชายขี้เมารีบดึงกลับทันที เจ้าสุนัขจิ้งจอกจึงกล่าวกับชายชี้เหล้าว่า
"นี่เจ้า! เจ้ามานอนแกล้งตายเพื่อหลอกผู้อื่นทำไมหรือ ..."
"ก็ข้าต้องการเนื้อเจ้าไปทำกับแกล้มนะสิ เจ้าจิ้งจอกหน้าโง่" ชายขี้เหล้ากล่าวด้วยฤทธิ์แห่งดีกรี แล้วก็คว้างท่อนไม้หมายจะให้ถูกเจ้าสุนัขติ้งจอก แต่ไม่เป็นไปตามที่ใจต้องการ ทำให้เขาโมโห ซ้ำสุนขจิ้งจอกวิ่งหนีไปไกลอีกด้วย
"เออ ... วันนี้ฆ่าไม่ได้ วันหน้าก็มี วันพระไม่ได้มีวันเดียวหรอก"
"เจ้านี่ช่างอาฆาตเหลือเกิน ทั้ง ๆ ที่เรามิได้ทำอะไรให้ ระวังด้วยนะ อย่าเอาชีวิตชั่ว ๆ ไปทิ้งซะก่อนะ มาล่าข้าให้ได้ก่อน" สุนัขจิ้งจอกเยาะเย้ยอย่างสนุก
ชายขี้เมา ไม่ตอบโต้ เดินกลับด้วยความผิดหวัง โดยมีความโมโหเป็นรางวัล มาชาติสุดท้าย นักเลงสุรามาเกิดเป็นพระเทวทัต สุนักจิ้งจอกจ่าฝูงได้เกิดมาเป็นพระพุทธเจ้า
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ก่อนที่จะทำสิ่งใดลงไปจงพิจารณาให้ถี่ถ้วน ตรวจสอบผลดี ผลเสีย ให้รอบคอบ อย่าเชื่ออะไรง่ายโดยไม่พิจารณา อย่าเชื่อในกลอุบาย คนอื่นโดยไม่พิจารณาโดยเด็ดขาด "การจะทำอะไรต้องคิดให้รอบคอบเสีียก่อน จึงจะรักษาตัวรอดปลอดภัย"
นิทานเรื่ิองนี้มาใน "กปายกฏฐิชาดก ทุกนิบาต"
ณ ชายแดนเมืองพาราณสี ของพระเจ้าพรหมทัต เกิดกลุ่มโจรร้ายออกอาละวาดเที่ยวปล้น สร้างความเดือดร้อนให้แก่อาณาประชาราษฎร์อย่างเหลือคณานับ ทหารรักษาชายแดนได้เข้าเฝ้ากราบทูลถวายรายงานว่า
"ขอเดชะ บัดนี้ชายแดนเกิดความเดือดร้อนหนัก" ด้วยมีโจรกลุ่มหนึ่งไม่เกรงพระราชอาญา ได้พากันไปเทียวปล้น ทำให้ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนแสนสาหัส ทหารรักษาดินแดนก็มิอาจจะต่อกรกับโจรกลุ่มนี้ได้ ขอพระองค์โปรดเสด็จไปดับทุกข์เข็ญด้วยเถิดพระเจ้าค่ะ"
"บังอาจมาก! ไอ้โจรกลุ่มนี้ มันหมิ่นพระราชานุภาพของเรา ท่านอำมาตย์ท่านจงไปจัดทัพให้พร้อม เราจะไปจัดการดับอหังการกลุ่มโจร" พระเจ้าพรหมทัต ทรงพิโรจน์และได้รับสั่งเสนาบดีให้เตรียมทัพ
เมื่อทุกอย่างพร้อม กระบวนทัพจึงได้ฤกษ์ออกเดินสู่ชายแดน พระเจ้าพรหมทัต รับสั่งให้หยุดพักเป็นระยะ เพราะหนทางที่ยกทัพไปนั้นไกลพอสมควรและทรงเกรงว่ากำลังพลจะเหนื่อยล้าเกินไป
ในเวลาหยุดพัก ณ ที่แห่งหนึ่ง พวกทหารเสบียง พวกทหารเสบียงได้นึ่งถั่วราชมาศใส่ไว้ในรางอาหารม้า มีลิงตัวหนึ่งแอบดูอยู่บนต้นไม้ มันเห็นว่าเป็นถั่วก็เกิดอยากกินขึ้นมาทันที
พอพวกทหารเผลอ เจ้าลิงก็ปีนจากต้นไม้อย่างรวดเร็ว คว้าเอาถั่วใส่ปากจนเต็มแก้ม 2 ข้างแล้วก็กำจนเต็มมือ 2 มือ รีบปีนไปบนต้นไม้ทันที
ด้วยความบังเอิญ เมื่อลิงขึ้นไปนั่งอยู่บนต้นไม้ มันทำถั่วราชมาศหลุดมือเม็ดหนึ่ง เจ้าลิงเกิดความเสียดายถั่วเม็ดนั้นมาก จึงคายถั่วในปาก และหว่านถั่วในกำมือทิ้ง แล้วรีบปีนลงจากต้นไม้เพื่อมาหาถั่วเมล็ดนั้น
แต่ไม่ว่ามันจะพยายามหาอย่างไรก็ไม่พบ จนอ่อนใจ ปีนขี้นไปนั่งเจ่าอยู่บนต้นไม้ พระเจ้าพรหมทัตเสด็จมาพบเข้า ทรงเห็นลิงมีอาการหงอยเศร้าซึม ทรงปริืวิตก (กังวล) ว่า จะมีเหตุร้ายเกิดขึ้นกับพระองค์ จึงรับสั่งให้ราชครูเข้าเฝ้า
"ท่านราชครู ลิงตัวนี้มันดูซึม ๆ มันจะเป็นลางร้านแก่เราไหม!"
ราชครูได้กำหนดตรวจตรา อย่างละเอียดทุกแง่มุม จึงกลาบทูลว่า
"ขอเดชะ เจ้าลิงตัวนั้นมันซึมเศร้าเพราะความโง่ของมัน มันขโมยถั่วราชมาศสำหรับมาจนเต็มแก้มทั้งสองข้าง และกำเอาจนเต็มมือ แล้วปีนขึ้นไปบนต้นไม้ บังเอิญถั่วเมล็ดหนึ่งหล่นจากมือมัน มันจึงทิ้งถั่วที่เหลือทั้งหมด แล้วลงมาหาถั่วเมล็ดนั้น แต่หาอย่างไรก็ไม่พบ มันจึงซึใเศร้า พระเจ้าค่ะ "
"เออแน่ะ ... เจ้าลิงมันอับปัญญาเอาของมากมาแลกของเพียงน้อยนิด ตัวเราขณะนี้ก็เช่นเดียวกัน เรายกทัพใหญ่เพื่อไปปราบโจรกระจอกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเหมือนเอาพิมเสนไปแลกเกลือ ซ้ำร้ายนี่ก็เข้าสู่ฤดูฝนแล้วการเดินทางก็ลำบาก ผลคงไม่คุ้มอย่างแน่นอน เหมือนลิงตัวนี้ที่เอาของมากมาแลกของเพียงนิดเดียว" พระเจ้าพรหมทัตได้สดับการถวายวิสัชชนา ก็ทรงใคร่ครวญด้วยพระสติปัญญาของพระองค์ เมื่องทรงเห็นว่า "ไม่คุ้ม" จึงรับสั่งให้ถอนทัพกลับพระนคร
ฝ่ายโจรชายแดน ได้ยินข่าวว่าพระเจ้าพรหมทัตยกทัพมาปราบต่างก็เกรงพระราชอาญาจึงพากันแตกหนีกระจัดกระจาย ชายแดนสงบสันติสุขอีกครั้ง
มาชาติสุดท้าย พระเจ้าพรหมทัตเกิดเป็นพระอานนท์ ราชครูได้เกิดเป็นพระพุทธเจ้า
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า คนโง่เขลาเบาปัญญาย่อมไม่รู้ว่าสิ่งใดไม่ควร บางทีอาจจะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปโดยขาดปัญญา อันจะนำผลเสียมาให้อย่างมากมาย เหมือนลิงโง่ดังกล่าว หากเป็นเช่นนี้ ก็เข้าข่ายว่า "โง่แต่อวดฉลาด" ก่อนที่จะทำสิ่งใดลงไป ต้องคิดถึงความเหมาะสม สิ่งใหนทำแล้วตนไม่เดือดร้อน ไม่เบียดเบียนคนอื่น สิ่งนั้นเหละสมควร งานเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่าได้เอากำลังส่วนมากทุ่มใส่ จะเข้าสุภาษิตไทยที่ว่า "ขี่ช้างจับตั๊กแตน"

ในโลกนี้ไม่มีมิตรศัตรูถาวร คนเราถ้ารู้จักปรับทัศนคติเข้าหากัน ร่วมกันเดินทางสายกลาง ย่อมจะก้าวเดินร่วมกันได้อย่างมีความสุข นิทานเรื่องนี้มาใน "อุรคชาดก ทุกนิบาต"
เมื่อครั้งที่พระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ ณ.กรุงพาราณสี อาณาประชาราษฎร์ต่างชื่นชมในพระบารมียิ่งนัก เพราะพระองค์ทรงปกครองด้วยทศพิษราชธรรม คราวหนึ่ง พระองค์รับสั่งให้จัดงานมหรสพอย่างยิ่งใหญ่ เพื่อให้ประชาชนได้พักผ่อนหย่ิอนใจ หาความสุขสำราญ ผู้คนต่างหลั่งไหลมาจากทุกสารทิศ แม้กระทั่งพญานาคกับพญาครุฑก็ยังจำแลงแปลงกายเป็นคน เดินปะบนเทียวชมมหรสพกับฝูงชน

ทุกคนที่มาเที่ยวต่างก็มีความสุข สนุกสนานเฮอา หัวเราะ ปรบมืออย่างครึ้นเครง ในครั้งนั้น พญาครุฑยืนดูมหรสพอยุ่เบื้องหน้า พญานาคยืนอยู่เบื้องหลัง โดยทั้งคู่มิได้เอะใจแต่อย่างใด ต่างดูมหรสพกันอย่างเพลิดเพลิน
คราวหนึ่งพญานาคถูกอกถูกใจอย่างเต็มที่ในการแสดง จึงเผลอตัวยกมือตบไหล่พญาครุฑพลางหัวเราะอย่างถูกอกถูกใจ ทำให้พญาครุฑขุ้นใจและหันขวับมามองทันที
"เฮ้ย! นายถือดียังไงมาตบไหล่ข้า หาเรื่องหรือไง" พญาครุฑเอาเรื่อง
"เฮ้ย! ขอโทษที เพลินไปหน่อย ..." พญานาคพูดได้เท่านั้น ก็ต้องหลบหน้าทันที
"เฮ้ย! พญานาคนี่หว่า ข้ากำลังอยากพบตัวอยู่พอดี" พญาครุฑกล่าวอย่างโมโห
ผ่ายพญานาคตกใจกลัว มิได้ตอบโต้แต่ประการใด รีบหนีไปอย่างรวดเร็ว พญาครุฑก็ติดตามไปทันที ด้วยหมายจะชำระแค้นให้สิ้นซาก
พญานาคก็พยายามหนีจนสุดฤทธิ์ แต่พญาครุฑก็ตามไม่ห่าง ขณะนั้น มีฤาษีตนหนึ่งเปลื้องผ้าเปลือกไม้อยู่ที่ริมลำธารแล้วลงอาบน้ำอยู่ในลำธาร พญานาคเห็นไม่มีที่พึงอื่นจึงจำแลงกายเป็นลูกแก้วเข้าไปหลบในผ้้าเปลือกไม้ของฤาษี ด้วยคิดว่า
"ท่าจะหนีไม่พ้นแล้วเรา ต้องอาศัยฤาษีช่วย ไม่งั้นตายแน่ ๆ "
ฝ่ายพญาครุฑที่ตามมาติด ๆ แม้รู้อยู่ว่าพญานาคแปลงเป็นลูกแก้ว หลบซ่อนอยู่ที่ผ้าเปลือกไม้ ด้วยความเคารพในฤาษีจึงมิอาจเลิกผ้าเปลืิอกไม้ออก ได้แต่รอคอยด้วยหวังว่า
"เดี่ยวเถาะ ... ท่านดาบสหยิบผ้านุ่งห่มเรียบร้อยเมื่อไร เสร็จข้าแน่ ไอ้พญานาค"
ดาบสรู้วาระจิตของพญาครุฑ จึงกล่าวเตือนว่า
"คนที่ยำเกรงต่อผู้มีคุณวุฒิภาวะสูงกว่า แม้กระหายใคร่จะสังหารพญานาค แต่ก็ไม่ทำเพราะพญานาคได้หลบอยู่ในผ้าเปลือกไม้ของผู้มี่มีวุฒิภาวะสูงกว่าผู้นั้นเป็นผู้ประเสริฐ จะเป็นผู้มีอายุยืนยาว ขออาหารทิพย์จงเกิดมีต่อผู้นั้น จงอย่าทำปาณาติบาต (ฆ่ากัน) เลย "

พอกล่าวจบดาบสก็ขึ้นจากน้ำนุ่งห่มผ้าเปลือกไม้ แล้วนำพญานาคกับพญาครุฑไปสู่อาศรม กล่าวพรรณนาอานิสงส์ของเมตา และพร่ำสอนไม่ให้เบียดเบียนกัน
ในที่สุดพญานาคกับพญาครุฑ ก็กลายเป็นมิตรกัน มิได้มุ่งร้ายต่อกันอีกเลย มาชาติสุดท้ายดาบสได้มาเกิดเป็นพระพุทธเจ้า
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ทุกคนรักตัวกลัวตายด้วยกันทั้งสิ้น จงนำเอาเมตตาธรรมเข้ามาใช้ให้มาก อย่าปล่อยให้จิตใจเป็นคนป่าอีกต่อไปเลย ความสุขความสงบย่อมเกิดจาก "เมตตา" ดังพุทธสถภาษิตที่ว่า "โลโดปัตถัมภิกา เมตตา" เมตตาเป็นธรรมค้ำจุนโลก